สารจากประธานกรรมการ

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น
ปี 2568 นับเป็นปีที่ท้าทายต่อผลการดำเนินงานของบริษัทและกลุ่มบริษัท จากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ชะลอตัว ประกอบกับระดับหนี้ครัวเรือนที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อและพฤติกรรมของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ดำเนินการพัฒนาและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการขยายการเติบโตของธุรกิจผ่านการเสริมสร้างและเชื่อมโยงระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์และทิศทางของกลุ่มบริษัทให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น บริษัทได้กำหนดวิสัยทัศน์ในการดำเนินงานสู่การเป็น Holding Company ที่มุ่งเน้นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในกลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจการเงิน และธุรกิจเทคโนโลยี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและความสามารถในการแข่งขันในอนาคตอย่างต่อเนื่อง
ผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมจากการขายและบริการ 15,403 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทจำนวน 162 ล้านบาท ผลขาดทุนดังกล่าวเป็นผลสะท้อนจากการดำเนินนโยบายทางการเงินที่รัดกุม โดยมีการ ตั้งสำรองรายการต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จุดสำคัญที่อยากให้ทุกท่านพิจารณาคือ ในปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายการ ค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสด (Non-cash items) สูงถึง 1,045 ล้านบาท ซึ่งหมายความว่า ในเชิงของกระแสเงินสดและการดำเนินงานจริง (Operational Cash Flow) บริษัทยังคงมีสถานะที่แข็งแกร่งและมีความมั่นคงทางการเงินอย่างมาก โดยธุรกิจค้าปลีกหลักของบริษัท ได้แก่ บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด มีผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการขับเคลื่อนแผนธุรกิจที่สนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นสินเชื่อภายในกลุ่มบริษัท ทั้งนี้ สินเชื่อ Samsung Finance+ ดำเนินการโดย บริษัท เคบีเจ แคปิตอล จำกัด และ SG Finance+ ดำเนินการโดย บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระบบการผ่อนชำระโทรศัพท์มือถือของกลุ่มบริษัท ซึ่งมีการบริหารจัดการความเสี่ยงโดยอาศัยเทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสำหรับภาพรวมของธุรกิจการเงิน บริษัท เจเอ็มที ซึ่งประกอบธุรกิจบริหารและติดตามหนี้ ยังคงเป็นธุรกิจหลักที่สร้างผลกำไรให้กับกลุ่มบริษัท แม้ผลการดำเนินงานในปี 2568 จะได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวม อย่างไรก็ตาม บริษัทมีความเชื่อมั่นว่าผลการดำเนินงานในปี 2569 จะปรับตัวฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งให้แก่กลุ่มบริษัทในระยะถัดไปได้
ในปี 2569 บริษัทยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินงาน ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนและความเสี่ยงในหลายมิติ คณะกรรมการบริษัทและฝ่ายบริหารตระหนักถึงปัจจัยเสี่ยงทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ตลอดจนผลกระทบจากสถานการณ์ภายนอกประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อผลการดำเนินงานในระยะอันใกล้
ภายใต้บริบทดังกล่าว การรักษาความสามารถในการแข่งขันควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่บริษัทให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมีความเชื่อมั่นว่าปี 2569 จะเป็นปีแห่งการพิสูจน์ศักยภาพด้านการบริหารจัดการ ภายใต้การกำกับดูแลและการนำองค์กรของคณะกรรมการและผู้บริหาร ที่พร้อมขับเคลื่อนให้ธุรกิจในกลุ่มเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
นอกจากนี้ บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทได้รับการประเมิน Corporate Governance Rating (CGR) ในระดับ 5 ดาว สะท้อนถึงมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการในระดับดีเลิศ ควบคู่กับการได้รับ SET ESG Rating ระดับ AA ซึ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล
ทั้งนี้ เจมาร์ทยังคงยึดมั่นในปณิธานในการเสริมสร้างการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพภายในกลุ่มบริษัท เพื่อให้เกิด Synergy อย่างเป็นรูปธรรม และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการเติบโตในระยะยาวตามที่ได้วางไว้ในโอกาสนี้ เจมาร์ท ขอขอบพระคุณท่านผู้ถือหุ้น ลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ ฝ่ายบริหารและพนักงานทุกท่าน ที่มีส่วนในการสนับสนุนให้ เจมาร์ท ดำเนินธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง เจมาร์ท ขอยืนยันต่อทุกท่านว่าจะดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายให้ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและ เท่าเทียมตามหลักการ ESG (Environmental, Social, and Governance) และต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบด้วยการปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance)
นายพิศณุ พงษ์อัชฌา
(ประธานกรรมการ)
นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา
(ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร)